สภาทนายความจัดเสวนา “แม่น้ำกก-แม่น้ำโขงกับวิกฤตสารพิษข้ามพรมแดน สิทธิของคนริมน้ำที่หายไป” ระดมความเห็นจากภาครัฐ-เอกชนและนักวิชาการ

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ห้องประชุมชั้น 5 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความ จัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2569 โดยจัดเสวนาวิชาการ เรื่อง “แม่น้ำกก-แม่น้ำโขงกับวิกฤตสารพิษข้ามพรมแดน สิทธิของคนริมน้ำที่หายไป” และพิธีมอบโล่เกียรติคุณแก่ องค์กร บุคคลและทนายความ ผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในการอุทิศตนเพื่อปกป้อง คุ้มครองและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โดยมี ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ เป็นประธานเปิดงานฯ นายวิชาญ ทองรัก อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ เป็นผู้กล่าวรายงาน โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสะท้อนปัญหาดังกล่าว ประกอบด้วย นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม เป็นวิทยากร ว่าที่ร้อยตรี สมชาย อามีน อดีตประธานอนุกรรมการฝ่ายคดีและปฏิบัติการ สภาทนายความ และนางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ (ช่อง 3) และบรรณาธิการสำนักข่าว The Reporters เป็นผู้ดำเนินรายการ


นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights ชี้ว่า แม่น้ำกกปนเปื้อนสารโลหะหนักอันตราย เช่น สารหนู ตะกั่ว ที่ไม่สลายตัวจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธแบบไร้ความรับผิดชอบในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและการใช้น้ำของชาวบ้าน
ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงกรณีศาลสั่งให้บริษัทเหมืองทองคำชดเชยชาวบ้านว่า การเยียวยายังน้อยมากเมื่อเทียบกับความทุกข์ทรมานของชาวบ้านที่ต้องเจอกับปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง แผลไม่หายขาด ทารกพิการ พร้อมชี้ว่าประชาชนเสียสิทธิในการใช้น้ำไปหมดสิ้น และตั้งคำถามว่าคณะกรรมการตรวจสอบต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง หรือได้แต่รอให้สารพิษลดลงเอง

นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ชี้ว่าปัญหาสารพิษและภัยความมั่นคงอื่นๆ ในรัฐฉาน ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรง แต่รัฐบาลกลางพม่าไม่สามารถจัดการได้ การเจรจาจึงไม่ได้ผล เสนอให้แก้ปัญหาที่แหล่งกำเนิดโดยใช้กลไกระหว่างประเทศ ซึ่งต้องดึงจีนและพม่าเข้ามาให้ได้ รวมถึงอาจต้องใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ เช่น ควบคุมการนำเข้าแร่หรือส่งออกอุปกรณ์เพื่อบีบให้ประเทศเพื่อนบ้านยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย

นายชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความด้านสิ่งแวดล้อม มองว่าความต้องการแร่หายากเพิ่มสูงขึ้น แต่การทำเหมืองในพม่าไม่มีกฎหมายบังคับใช้เพื่อลดต้นทุน ทำให้ไทยที่เป็นปลายน้ำได้รับผลกระทบ ขณะที่ภาครัฐของไทยยังไม่เข้มแข็งพอในการใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม เสนอให้ตรวจสอบและจัดการอุปทานการผลิต เพราะกระบวนการผลิตของเหมืองเหล่านี้ผ่านไทยถึง 70% หากผู้บริโภคแบนสินค้าจากผู้ประกอบการที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะช่วยปิดปัญหามลพิษได้ นอกจากนี้ยังชวนให้จับตาเรื่องการรีไซเคิลแร่หายากในภาคตะวันออกที่ก่อมลพิษไม่ต่างจากการถลุงแร่แต่ตั้งอยู่ในเขตเมือง

ว่าที่ร้อยตรี สมชาย อามีน อดีตประธานอนุกรรมการฝ่ายคดีและปฏิบัติการ สภาทนายความ กล่าวถึงการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ที่กำหนดให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ แต่ที่ผ่านมาชาวบ้านฟ้องร้องน้อย เพราะเจอเรื่องอิทธิพลในพื้นที่ ส่วนกรณีที่ต้นตอมลพิษมาจากต่างประเทศ มองว่ารัฐในฐานะผู้เสียหายมีสิทธิ์ป้องกันตนเองได้
ใหม่กว่า เก่ากว่า